รีวิว The Good Nurse (2022) หนังดีที่อยากแนะนำให้ดู สร้างจากเรื่องจริงของบุรุษพยาบาลที่พรากชีวิตเหยื่อมากกว่า 400 ศพ

รีวิว The Good Nurse (2022) หนังดีที่อยากแนะนำให้ดู สร้างจากเรื่องจริงของบุรุษพยาบาลที่พรากชีวิตเหยื่อมากกว่า 400 ศพ

รีวิว The Good Nurse (2022) หนังดีที่อยากแนะนำให้ดู สร้างจากเรื่องจริงของบุรุษพยาบาลที่พรากชีวิตเหยื่อมากกว่า 400 ศพ

รีวิว The Good Nurse (2022) หนังดีที่อยากแนะนำให้ดู สร้างจากเรื่องจริงของบุรุษพยาบาลที่พรากชีวิตเหยื่อมากกว่า 400 ศพ บทความรีวิวนี้ the good nurse เรื่องจริงถูกเขียนขึ้นมาจากความรู้สึกส่วนตัวของผม หากผิดพลาดประการใด หรือไม่ถูกใจใครต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ก่อนจะมาเริ่มการรีวิวเรามาดูเรื่องย่อกันก่อนดีกว่าภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ-สะเทือนขวัญ ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง The Good Nurse: A True Story of Medicine, Madness, and Murder ผลงานจากนักเขียน ชาร์ลส์ เกรเบอร์ ซึ่งเขียนมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงปลายยุค 90 ถึงช่วงปี 2000 ต้น ซึ่งจะบอกเล่าเรื่องราวของ เอมี่ (รับบทโดย เจสซิก้า เชสเทน) พยาบาลแม่ม้ายสาวผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี เธอทำหน้าที่เป็นพยาบาบในห้อง ICU เพื่อดูแลผู้ป่วยเฝ้าระวัง จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีบุรุษพยาบาลคนใหม่ถูกรับเข้ามาในแผนก เขามีชื่อว่า ชาร์ล คัลเลน หรือ ชาลี (รับบทโดย เอ็ดดี้ เรดเมย์น) บุรุษพยาบาลผู้แสนดีที่มาคอยช่วยเหลือเอมี่แบ่งเบาภาระงาน เป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาที่ดี แต่หลังจากชาลีเข้ามาอยู่ในแผนกได้ไม่นาน ก็เริ่มมีคนไข้หลายคนเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั้งตำรวจเริ่มสงสัยและเข้ามาสืบคดีเพื่อหาว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะลงเอยอย่างไร และเหยื่อเหล่านั้นเสียชีวิตได้อย่างไร ทุกคนต้องไปรับชมด้วยตาตัวเองThe Good Nurse (2022) รับชมได้แล้วตอนนี้พร้อมพากย์ไทยทาง Netflix

รีวิว The Good Nurse (2022)

 

 “The Good Nurse” จับปมเขย่าขวัญแอบจิต มาบ่มใส่แอคติ้งระดับรางวัล

The Good Nurseสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้หลังจากดูจบคือบอกได้คำเดียวว่า “ยอดเยี่ยม” แม้ว่าตัวหนังจะมาในรูปแบบเล่าเรื่องช้าๆ สโลเบิร์น แต่ตัวหนังก็ยังมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดผู้ชมได้อย่างดี   the good nurse เรื่องจริง และขนาดผู้ชมส่วนใหญ่รู้แต่แรกอยู่แล้วว่าใครเป็นคนร้าย แต่ตัวหนังก็ยังมีการหยิบยกประเด็นอื่นขึ้นมาทำให้เราอยากรู้แทน ซึ่งสิ่งที่ผมคิดว่าทุกคนอยากรู้ที่สุดก็คงจะเป็น “ทำไปทำไม?” เนื่องจากเหยื่อส่วนใหญ่ล้วนเป็นแต่คนที่ฆาตกรไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว มันออกเป็นแนวฆ่าแบบสุ่มมากกว่า โดยประเด็นนี้แหละที่ทำให้เราสามารถจดจ่อกับหนังไปได้ แม้ว่าตอนจบจะไม่เฉลยแต่ก็ตามทีนอกจากประเด็นที่สงสัยว่าทำไปทำไมแล้วนั้น The School for Good and Evil Netflixตัวหนังยังเล่าให้เราได้เห็นและทำความรู้จักกับฆาตกร ได้เห็นพฤติกรรมหลายๆ อย่างของเขา ซึ่งหากมองจากภายนอกคือไม่สามารถรู้ได้เลย นอกจากนี้บทยังมีความสมเหตุสมผล ไม่เกินจริง ชอบประเด็นที่ว่าคนร้ายไปเบิกยาเพื่อฆ่าคน แถมผลชันสูตรก็ชี้ชัดเจนว่าใครคือผู้ต้องสงสัย แต่เขากลับไม่เคยถูกดำเนินคดีเลยนอกจากไล่ออก และย้ายโรงบาลไปเรื่อยๆ หนังจะบอกเราเลยว่าที่เป็นแบบนี้เพราะโรงพยาบาลกลัวเสียชื่อเสียงจึงไม่ออกมาเปิดโปงคนร้าย แต่เลือกที่จะปัดความรับผิดชอบแทน อีกประเด็นก็คือเรื่องความสัมพันธ์ของเอมี่และชาลี ที่ทำให้เอมี่ต้องเลือกว่าจะเลือก “ความถูกต้อง” หรือ “มิตรภาพ” แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกความถูกต้อง สรุปด้านบทคือการดำเนินเรื่องอาจช้าแต่เก็บรายละเอียดครบถ้วน ทำให้ภาพรวมของหนังออกมาในทางที่ดีเยี่ยม